Necromancer Beginner Guide
วิธีเล่น Necromancer
Necromancer คือจอมเวทมนต์ดำที่ตายยาก มีเลือดมากที่สุดในสายเกราะเบาและมีหลอดเลือดที่สองให้เปลี่ยนเข้าไปได้ เหมาะกับคนเริ่มเล่นคนเดียว คู่มือนี้พาไล่ตั้งแต่เลเวล 1 จนถึงเลือก Elite Spec
ต้องมีก่อน
- บัญชี Guild Wars 2 และตัวละคร Necromancer (เกมหลักเล่นฟรี)
- Elite Spec ต้องมีภาคเสริมที่สายนั้นอยู่ และตัวละครเลเวล 80
- รางวัล
- รู้ว่าแต่ละช่วงเลเวลควรเลือกอาวุธ สกิล และ trait อะไร พร้อมทางไปต่อเมื่อถึงเลเวล 80
- ค่าใช้จ่าย
- เล่นฟรี · Elite Spec ต้องมีภาคเสริม
- ใช้เวลา
- ไล่ไปพร้อมเลเวล 1–80
ทำแล้ว 0 จาก 13 ขั้น
รู้จักอาชีพก่อนเล่น
Necromancer เล่นเป็นอย่างไร
Necromancer ใส่เกราะเบา (light armor) แต่มีเลือดฐานสูงถึง 19,212 ที่เลเวล 80 ซึ่งมากกว่าอาชีพเกราะเบาอื่น ใช้เวทมนตร์ดำ เรียกสมุนอันเดด และใส่สถานะร้าย (condition เช่น เลือดไหล พิษ) ให้ศัตรูทรุดลง ดูดเลือดศัตรูมาฮีลตัวเองได้ด้วย
จุดเด่นคือตายยาก เหมาะกับคนที่เล่นคนเดียวและยังไม่ชินกับการหลบ จุดอ่อนคือต้องวางแผนจังหวะเข้า-ออก Death Shroud และจัดการ Life Force ให้ดี ดูอาชีพอื่นเปรียบเทียบที่ หน้าอาชีพ
เคล็ดลับ:ดูสรุปอาชีพนี้และ Elite Spec ทั้ง 4 สายที่ หน้าข้อมูล Necromancer
กลไกพิเศษ: Life Force และ Death Shroud (F1)
เมื่อมีสิ่งมีชีวิตตายใกล้ตัว (ทั้งศัตรูและเพื่อน ในระยะราว 1,200 หน่วย) คุณสะสม Life Force เพิ่ม 10% ของหลอดสูงสุด ดูหลอดนี้ได้บนแถบกลไก (แถบกลไกปลดที่เลเวล 5)
กด F1 เข้า Death Shroud ต้องมี Life Force อย่างน้อย 10% ในโหมดนี้หลอดเลือดของคุณถูกแทนด้วยหลอด Life Force ศัตรูตีจะลดหลอดนี้แทน (และได้ลดดาเมจ 33% ในโหมด PvE) สกิลอาวุธเปลี่ยนเป็นชุดพิเศษ สกิลแรกคือ Life Blast ยิงพลังชีวิตใส่ศัตรู กด F1 อีกครั้งเพื่อออก เลือดจริงของคุณยังอยู่เหมือนเดิม
หลอดจะลดลงเองเรื่อยๆ เมื่อหมดก็ออกจากโหมดเอง ออกแล้วต้องรอ 10 วินาทีจึงเข้าได้ใหม่ ในโหมดนี้ฮีลไม่ได้ (ยกเว้นการดูดเลือด) และสลับอาวุธไม่ได้
เคล็ดลับ:ใช้ Death Shroud เป็นเกราะชั่วคราวตอนเลือดเหลือน้อย ออกมาเมื่อเริ่มปลอดภัย
เลเวล 1–20: อาวุธและสกิลแรก
อาวุธเริ่มต้นที่เล่นง่าย
สกิลช่อง 2 ปลดที่เลเวล 2, ช่อง 3 ที่เลเวล 4, ช่อง 4 ที่เลเวล 6 (ต้องมีอาวุธมือรอง ปลดที่เลเวล 7) และช่อง 5 ที่เลเวล 8 ลองสามแบบนี้
- Staff: ยิง Necrotic Grasp ระยะไกล และวางเครื่องหมาย (mark คือกับดักบนพื้นที่ระเบิดเมื่อศัตรูเดินผ่าน) เช่น Mark of Blood อยู่ห่างและวางกับดักไว้ก่อน
- Scepter + Focus: Scepter ใส่สถานะร้ายจากระยะไกล เช่น Blood Curse ส่วน Focus ทำให้ศัตรูเปราะ (vulnerable รับดาเมจเพิ่ม) หรือชะลอ (chill) เช่น Spinal Shivers และลบ boon ของศัตรูได้
- Axe + Focus: Axe ตีแรงที่ระยะกลาง เช่น Rending Claws และ Ghastly Claws ใช้ง่ายและไม่ต้องเข้าไปประชิด
ถ้ามี Janthir Wilds ใช้หอก (Spear) บนบกได้ และถ้ามี Secrets of the Obscure กับ Expanded Weapon Proficiency จะได้ Sword เพิ่ม ทั้งสองอย่างไม่จำเป็นตอนเริ่ม
เคล็ดลับ:ทุกอาวุธข้างบนใช้ได้ฟรี Scepter ใส่สถานะร้ายได้ไกลและปลอดภัยที่สุดสำหรับมือใหม่
สลับอาวุธ (เลเวล 10)
เลเวล 10 พกอาวุธสองชุดและกดสลับระหว่างสู้ได้ (ปุ่ม ~ เป็นค่าเริ่มต้น) สลับระหว่างสู้มีคูลดาวน์ 10 วินาที แต่สลับอาวุธตอนอยู่ใน Death Shroud ไม่ได้ ต้องออกมาก่อน
ไอเดียง่ายๆ: ชุดแรก Scepter + Focus ใส่สถานะร้ายไกลๆ ชุดสอง Axe + Focus สำหรับเก็บศัตรูที่เข้ามาใกล้ ถ้าสองชุดมีอาวุธประเภทเดียวกัน สกิลของมันแชร์คูลดาวน์กัน
สกิลฮีลที่แนะนำ
Summon Blood Fiend เรียกสมุนที่ดูดเลือดศัตรูส่งมาให้คุณทุกครั้งที่มันโจมตี กดแล้วปล่อยได้ ไม่ต้องคอยดู เหมาะกับมือใหม่
Consume Conditions กินสถานะร้ายที่ติดตัวมาเป็นเลือด ยิ่งติดมากยิ่งฮีลมาก แต่ตัวคุณเปราะ (vulnerable) ชั่วคราว ส่วน Well of Blood วางพื้นที่ฮีลให้ตัวเองและเพื่อนที่ยืนอยู่ในวง
สกิล Utility (ปลดที่เลเวล 11, 15, 19)
ช่อง Utility เปิดที่เลเวล 11, 15 และ 19 สามตัวที่เหมาะกับโอเพนเวิลด์:
- Spectral Armor: ได้ Life Force เมื่อโดนตี ช่วยให้เข้า Death Shroud ได้บ่อยขึ้น
- Signet of the Locust: ติดตัวเพิ่มความเร็วเดิน กดใช้ได้เพื่อตีศัตรูรอบตัวและลบ boon พร้อมฮีล
- Summon Bone Minions: เรียกสมุนกระดูกสองตัวช่วยตี เหมาะกับคนที่ชอบให้มีผู้ช่วย
อยากคุมศัตรูมากขึ้น ลอง Spectral Grasp ดึงศัตรูมาหาตัวพร้อมชะลอ หรือ Well of Darkness ทำให้ศัตรูในวงตาบอด
เลเวล 21–80: Trait และ Elite skill
เลเวล 21: เลือกสาย trait แรก
เลเวล 21 ได้ช่อง Specialization ช่องแรก (trait คือความสามารถเสริมที่เลือกเองจากแต่ละสาย) แนะนำ Soul Reaping เพราะเสริมกลไกหลักโดยตรง: Gluttony ได้ Life Force มากขึ้นจากทุกแหล่ง และ Soul Battery เพิ่มหลอดสูงสุด ทำให้อยู่ใน Death Shroud ได้นานขึ้น ส่วน Dhuumfire ทำให้สกิล Death Shroud แรกติดไฟใส่ศัตรู
เคล็ดลับ:ตั้ง trait ในแท็บ Build (กด H) ดูรายชื่อสายทั้งหมดของ Necromancer ได้ที่ หน้าข้อมูล Necromancer
เลเวล 45: สายที่สอง
ช่องที่สองเปิดที่เลเวล 45 ใส่ Blood Magic ถ้าอยากทน: Vampiric ดูดเลือดศัตรูเมื่อตีโดน และสมุนของคุณก็ดูดแล้วส่งเลือดมาให้ด้วย ถ้าอยากใส่สถานะร้ายหนัก ลอง Curses ที่เพิ่มดาเมจสถานะร้ายและมี Lingering Curse ที่เสริมสถานะจากสกิล Scepter
เลเวล 71: สายที่สาม
ช่องที่สามเปิดที่เลเวล 71 (และจะเป็นช่องใส่ Elite Spec ตอนเลเวล 80) ใส่ Spite ถ้าอยากตีแรง: Spiteful Talisman เพิ่มดาเมจตรง โดยเฉพาะกับศัตรูที่ไม่มี boon และ Reaper's Might ให้ might (ดาเมจเพิ่ม) ทุกครั้งที่ใช้สกิลแรกของ Death Shroud ถ้าชอบสมุนให้ลอง Death Magic ที่มี Flesh of the Master เพิ่มเลือดสมุน
Elite skill (ปลดที่เลเวล 31)
Summon Flesh Golem เรียกโกเลมมาตีให้ กดแล้วปล่อยได้ ง่ายและเหมาะกับมือใหม่
อยากรู้สึกเป็นจอมมาร ลอง Lich Form แปลงเป็นลิช เพิ่ม Precision และ Vitality และได้ Life Force เมื่อจบ หรือ Plaguelands ปล่อยกลุ่มหมอกโรคร้ายที่ใส่สถานะร้ายให้ศัตรูต่อเนื่อง แต่ตัวคุณจะมีเลือดไหลด้วย
เลเวล 80: เลือกทางของคุณ
เลือก Elite Spec
ที่เลเวล 80 ปลดล็อก Elite Spec ด้วย Hero Point (250 แต้มต่อสาย เริ่มใช้ได้ที่ 30 แต้ม สายของ Visions of Eternity ต้อง 40) วิธีเก็บอยู่ใน ปลดล็อก Elite Spec แรก ต้องมีภาคเสริมของสายนั้น
- Reaper (Heart of Thorns): ใช้ Greatsword และ Reaper's Shroud ที่แทน Death Shroud เป็นโหมดสู้ใกล้ ฟันเคียวใส่หลายตัวพร้อมกัน ใส่ชะลอ (chill) ตรงไปตรงมา น่าลองก่อน
- Scourge (Path of Fire): ใช้ Torch เรียกเงาทราย (sand shade) ลงพื้นเพื่อใส่สถานะร้ายให้ศัตรูและแจกบาเรียร์ (เกราะดูดดาเมจชั่วคราว) ให้เพื่อน
- Harbinger (End of Dragons): ใช้ Pistol และ Harbinger Shroud สะสม Blight ที่ลดเลือดสูงสุดของตัวเองแลกกับพลังที่แรงขึ้น และขวดยา (elixir) สนับสนุนทีม ซับซ้อนกว่า
- Ritualist (Visions of Eternity): ใช้ Ritualist's Shroud เรียกวิญญาณ (spirit) มาหลอกหลอนศัตรูและช่วยพวกพ้อง ร่ายเวทอาวุธ (weapon spell)
ถ้ามี Secrets of the Obscure และปลดล็อก Weaponmaster Training จะใช้ Greatsword, Torch และ Pistol ได้โดยไม่ต้องใส่ Elite Spec (ใช้กับอาวุธจาก HoT, PoF และ EoD เท่านั้น)
เคล็ดลับ:อ่านรายละเอียดแต่ละสายที่ Reaper, Scourge, Harbinger และ Ritualist
ชุดสเตตตามบทบาท
สเตต (stat) คือชุดค่าพลังที่ติดมากับเกียร์ เลือกให้ตรงกับวิธีตีของคุณ ดูเรื่องเกียร์ทั้งหมดที่ เกียร์ & Build และทางปรับเกียร์เป็นระดับสูงที่ ทำ Ascended Gear
- ตีแรงด้วยดาเมจตรง (power เช่น Reaper): Berserker's (Power, Precision, Ferocity) หรือ Marauder ที่เพิ่ม Vitality
- ตีด้วยสถานะร้าย: Viper's (Power, Condition Damage, Precision, Expertise) หรือ Dire ที่เน้น Condition Damage พร้อม Toughness และ Vitality ทำให้ทนมาก เหมาะเล่นคนเดียว
- ซัพพอร์ต (เช่น Scourge ที่แจกบาเรียร์): Harrier's เพราะบาเรียร์คำนวณจาก Healing Power
เคล็ดลับ:ระหว่างเลเวลขึ้นเร็ว ใส่เกียร์ที่เก็บได้ไปก่อน แล้วค่อยจัดชุดสเตตจริงจังตอนเลเวล 80
ทีมต้องการอะไรจาก Necromancer
ใน Fractal, Strike และ Raid Necromancer ทำได้ทั้งตีดาเมจและซัพพอร์ต: Scourge แจกบาเรียร์ให้เพื่อน และมี trait Desert Empowerment ที่แจก alacrity (บัฟที่ทำให้สกิลฟื้นเร็ว) ส่วนใน WvW และ PvP สถานะร้าย การดูดเลือด และ Death Shroud ช่วยให้ทนต่อการสู้เป็นกลุ่ม
Build โลกเปิดที่อธิบายเป็นภาษาไทยทุกช่อง: Necromancer สาย Power ไม่ต้องมีภาคเสริม และ Reaper ตีแรงด้วยเคียวใน Shroud หรือ ใส่ API key ให้เว็บดูตัวละครของคุณ แล้วแนะนำ build ที่บัญชีคุณใช้ได้
แหล่งข้อมูล
- Necromancer – Guild Wars 2 Wiki ↗
- Death Shroud – Guild Wars 2 Wiki ↗
- Life force – Guild Wars 2 Wiki ↗
- Weapon skill – Guild Wars 2 Wiki ↗
- Weapon swap – Guild Wars 2 Wiki ↗
- Utility skill – Guild Wars 2 Wiki ↗
- Weaponmaster Training – Guild Wars 2 Wiki ↗
- Expanded Weapon Proficiency – Guild Wars 2 Wiki ↗
- Attribute combinations – Guild Wars 2 Wiki ↗