Warrior Beginner Guide

วิธีเล่น Warrior

นักรบเกราะหนัก เลือดเยอะ เข้าใจง่าย ตีเพื่อสะสมพลังแล้วปล่อยท่าไม้ตายด้วยปุ่ม F1 ปุ่มเดียว เหมาะเป็นตัวละครแรกของคนที่ไม่เคยเล่น

ต้องมีก่อน

  • บัญชีเกม Guild Wars 2 (เล่นฟรีได้ Warrior เลือกสร้างได้เลย)
  • Elite Spec ต้องมีภาคเสริมของสายนั้น และตัวละครเลเวล 80
รางวัล
รู้วิธีใช้ Adrenaline กับ Burst เลือกอาวุธ trait และ Elite Spec ได้อย่างมั่นใจ
ค่าใช้จ่าย
เล่นฟรี · Elite Spec ต้องมีภาคเสริม
ใช้เวลา
ไล่ไปพร้อมเลเวล 1–80
Warrior Explained in Guild Wars 2 | Guild Wars 2 Professionsภาษาอังกฤษ · Evan4K · อธิบายสไตล์การเล่นและ Elite Spec ของ Warriorดูบน YouTube ↗

ทำแล้ว 0 จาก 13 ขั้น

รู้จักอาชีพก่อนเล่น

  1. Warrior เล่นแล้วรู้สึกยังไง

    Warrior คือนักรบหน้าด่าน ใส่เกราะหนัก และมีเลือดพื้นฐานสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในเกม (ราว 19,200 ที่เลเวล 80 เท่ากับ Necromancer) จึงทนทานมาก ผิดพลาดนิดหน่อยก็ไม่ตายง่าย

    จุดเด่นคือมีอาวุธให้เลือกมากที่สุดในทุกอาชีพ และเล่นตรงไปตรงมา จุดอ่อนคือไม่มีกลไกกันตัวติดตัวแบบ Guardian ต้องอาศัยการกลิ้งหลบ (dodge) และเลือกสกิลป้องกันให้เหมาะ

    เหมาะกับคนที่อยากเริ่มด้วยอาชีพเข้าใจง่าย ไม่ต้องจำปุ่มเยอะ และอยากสู้ใกล้ชิดกับศัตรู

    wiki ↗

  2. ปุ่ม F1: Adrenaline และ Burst

    แถบกลไกเปิดที่เลเวล 5 กลไกของ Warrior คือ Adrenaline (พลังโหมที่ได้จากการตี) ทุกครั้งที่ตีโดนด้วยสกิลธรรมดา คุณจะได้แต้มเพิ่ม พอครบ 10 แต้มได้ 1 ขั้น มีทั้งหมด 3 ขั้น (ขั้น 2 เปิดที่เลเวล 11 ขั้น 3 ที่เลเวล 15)

    เมื่อมีอย่างน้อย 1 ขั้น กด F1 เพื่อใช้ท่าไม้ตาย Burst ของอาวุธที่ถืออยู่ ยิ่งใช้หลายขั้น ท่ายิ่งแรง และ Adrenaline จะถูกใช้หมดทุกขั้นที่ครบ แต่ละอาวุธมี Burst ของตัวเอง เช่น:

    • Greatsword: Arcing Slice ฟันเป็นวงกลมรอบตัวและให้ Fury
    • Hammer: Earthshaker กระโดดทุบพื้นและทำให้ศัตรูสตัน
    • Axe: Eviscerate พุ่งเข้าฟันและให้ Might
    • Longbow: Combustive Shot ยิงให้เกิดพื้นไฟเผาศัตรู

    ถ้าออกจากการต่อสู้นานเกิน 2 วินาที Adrenaline จะค่อยๆ หายไป เพราะฉะนั้นอย่าเก็บไว้ ใช้เมื่อเต็มขั้นได้เลย

    เคล็ดลับ:ถ้ายังไม่มั่นใจ กดทุกครั้งที่มี Adrenaline อย่างน้อยหนึ่งขั้น ก็ดีกว่าสะสมจนหายไปเอง

    wiki ↗

เลเวล 1–20: อาวุธและสกิลแรก

  1. เลือกอาวุธเริ่มต้น

    สกิลอาวุธเปิดทีละช่อง: ช่อง 2 ที่เลเวล 2, ช่อง 3 ที่ 4 และช่อง 5 ที่ 8 (ช่อง 4 เปิดช่วงเลเวล 6–7) Warrior ใช้อาวุธได้หลายชนิดมาก สามชุดนี้เหมาะกับมือใหม่:

    • Greatsword (สองมือ ระยะประชิด): Hundred Blades ฟันศัตรูหลายตัวรัวๆ Whirlwind Attack หมุนตัวฟันไปตามทาง Bladetrail ขว้างดาบไปมัดศัตรู ตีกลุ่มศัตรูได้ดี
    • Sword + Shield (ประชิด สายทน): Savage Leap พุ่งเข้าหา และ Shield มี Shield Stance ที่บล็อกการโจมตี กับ Shield Bash ที่ทำให้สตัน
    • Longbow (สองมือ ระยะไกล): Fan of Fire ยิงลูกธนูไฟ 3 ดอกให้ศัตรูไหม้ Pin Down ตรึงศัตรูให้ขยับไม่ได้ ใช้ตอนศัตรูอยู่ไกลหรือเมื่อต้องถอยออกมา

    เคล็ดลับ:ภาคเสริม Janthir Wilds เปิดให้ใช้ Spear บนบกได้ทุกอาชีพ และ Secrets of the Obscure เพิ่ม Staff ให้ Warrior ไม่จำเป็นต้องมีตอนเริ่ม

    wiki ↗

  2. สลับชุดอาวุธ (เลเวล 10)

    ที่เลเวล 10 ถือได้สองชุดและสลับด้วยปุ่มสลับอาวุธ (ค่าเริ่มต้น ~) Warrior เด่นตรงที่คูลดาวน์สลับในการต่อสู้แค่ 5 วินาที ขณะที่อาชีพอื่นต้องรอ 10 วินาที

    ลองจับคู่แบบนี้: ชุดที่ 1 Greatsword ไว้สู้ใกล้ ชุดที่ 2 Longbow ไว้ยิงตอนศัตรูอยู่ไกล หรือ Sword + Shield ตอนต้องทนมากขึ้น และเนื่องจากคูลดาวน์สั้น สลับแล้วใช้ Burst ของอีกชุดต่อได้เลย

    wiki ↗

  3. สกิลฮีลแรก

    แนะนำ Healing Signet: passive ฟื้นเลือดให้เรื่อยๆ ไม่ต้องกดอะไรเลย และเมื่อกดจะฮีลทันทีพร้อมให้ Resistance (boon ที่ทำให้ condition ไม่ทำดาเมจ เช่น ช้า ตรึง หรือกลัว ไม่ได้ผลชั่วครู่) เหมาะกับมือใหม่ที่ยังชินกับปุ่มไม่หมด

    ถ้าอยากได้ฮีลที่กดเอง ลอง Mending ที่ฮีลและถอด condition (สถานะเสีย เช่น ไหม้ เลือดไหล) ออกให้

    เคล็ดลับ:สกิลฮีล utility และ elite ต้องปลดด้วย Hero Point ในแท็บ Training (กด H) ก่อนใส่ได้

    wiki ↗

  4. สกิล utility (ช่องเปิดที่เลเวล 11 / 15 / 19)

    สำหรับโลกเปิด 3 อย่างนี้ใช้ง่ายมาก:

    • Endure Pain: ไม่โดนดาเมจจากการโจมตีชั่วครู่ (ยังโดน condition ได้) ใช้ตอนเลือดใกล้หมด
    • "Shake It Off!": ถอด condition ออกจากตัวเองและเพื่อน พร้อมแก้สตัน คูลดาวน์สั้นมาก
    • Bull's Charge: พุ่งชนศัตรูให้ล้ม ใช้เข้าหาเป้าหมายไกลๆ หรือเปิดไฟต์

    อีกตัวที่ดีคือ Signet of Might (passive เพิ่มพลังโจมตี) หรือ "For Great Justice!" (แจก Fury กับ Might ให้ทั้งทีม)

    ค่าใช้จ่ายสกิลละ 2–5 Hero Point

    wiki ↗

เลเวล 21–80: Trait และ Elite skill

  1. ช่องที่ 1 (เลเวล 21): Strength

    Strength เพิ่มพลังโจมตีและเกี่ยวกับ Might (บัฟพลังโจมตี) Forceful Greatsword ให้พลังโจมตีกับโอกาสได้ Might เมื่อคริติคอล (ดับเบิลเมื่อถือ Greatsword) Berserker's Power เพิ่มดาเมจเมื่อใช้ Burst ตามที่มี Adrenaline อยู่

    เลือกก่อนเพราะตรงกับวิธีเล่นของ Warrior ตีแรงขึ้นทันที

    เคล็ดลับ:ดูรายละเอียดที่หน้า Strength

    wiki ↗

  2. ช่องที่ 2 (เลเวล 45): Discipline

    Discipline เกี่ยวกับ Burst และการสลับอาวุธ Versatile Rage ให้ Adrenaline เมื่อสลับอาวุธ Versatile Power ให้ Might และลดคูลดาวน์ Burst Burst Mastery ทำให้ Burst แรงขึ้นและคืน Adrenaline บางส่วน

    จับคู่กับการสลับ Greatsword/Longbow ที่แนะนำไว้ จะมี Burst ใช้บ่อยมาก

    เคล็ดลับ:สายอื่น: Arms (คริติคอลและเลือดไหล), Defense (ทน), Tactics (ซัพพอร์ตเพื่อน)

  3. ช่องที่ 3 (เลเวล 71): Defense

    Defense เสริมความทน Thick Skin ให้ Protection เมื่อใช้สกิลฮีล Resilient Roll ให้ Resistance เมื่อกลิ้งหลบ Shield Master สะท้อนกระสุนเมื่อบล็อก (เหมาะกับ Shield) เมื่อเลเวลสูงขึ้นศัตรูแรงขึ้น ความทนช่วยให้เรียนรู้จังหวะได้ง่าย

    ถ้าสนใจช่วยเพื่อน ลอง Tactics แทน: Shrug It Off ใช้ "Shake It Off!" อัตโนมัติเมื่อกดฮีล

  4. สกิล elite (ปลดช่องที่เลเวล 31)

    แนะนำ Signet of Rage (คูลดาวน์ 40 วินาที): passive ให้ Adrenaline เมื่ออยู่ในการต่อสู้ ทำให้ Burst มีใช้ตลอด และเมื่อกดจะได้ Fury, Might และ Swiftness (วิ่งเร็วขึ้น)

    ถ้าเล่นเป็นกลุ่มลอง Battle Standard (90 วินาที) ที่ปักธงชุบเพื่อนที่ล้มและแจก boon เป็นระยะ หรือ Rampage เปลี่ยนเป็นร่างยักษ์ลดดาเมจที่โดน

    wiki ↗

เลเวล 80: เลือกทางของคุณ

  1. เลือก Elite Spec แรก

    Elite Spec ทุกสายต้องมีภาคเสริมของสายนั้น ปลดที่เลเวล 80 ด้วย Hero Point ดูวิธีทำที่ ปลดล็อก Elite Spec แรก

    • Berserker (Heart of Thorns): ได้ Torch กดปุ่ม F2 Berserk เพื่อเข้าโหมดคลั่ง Burst จะถูกแทนด้วย Primal Burst และ Adrenaline เหลือสูงสุด 1 ขั้น ตีหนักและเล่นเร็ว เหมาะกับมือใหม่ที่ชอบลุยเต็มตัว
    • Spellbreaker (Path of Fire): ได้ Dagger และ Full Counter ที่ดูดซับการโจมตีแล้วสวนกลับ ลบ boon ศัตรู เด่นเรื่องการป้องกันและควบคุม
    • Bladesworn (End of Dragons): ได้ Pistol มือรองกับ Gunsaber ใช้ Flow แทน Adrenaline และสลับอาวุธได้เฉพาะนอกการต่อสู้ ตีหนักเป็นช่วงๆ
    • Paragon (Visions of Eternity): ถือ Spear กับ Shield ใช้ Burst สะสม Motivation แล้วเปลี่ยนเป็น Chant ที่ช่วยทีมหรือกดดันศัตรู เน้นซัพพอร์ต

    เคล็ดลับ:Secrets of the Obscure มี Weaponmaster Training ให้ใช้อาวุธของ Elite Spec (Torch, Dagger, Pistol) ได้โดยไม่ต้องใส่สายนั้น ดูข้อมูลเพิ่มที่ ฐานข้อมูล Warrior

    wiki ↗

  2. เลือกสเตตเกียร์ให้ตรงบทบาท

    ชุดสเตตที่ใช้บ่อยกับ Warrior:

    • Berserker's (Power · Precision · Ferocity): ตีแรงสูงสุดแต่ไม่มีเลือดเพิ่ม
    • Marauder (Power · Precision · Vitality · Ferocity): แรงและมีเลือดเพิ่ม เหมาะโลกเปิดกับ WvW
    • Soldier's (Power · Toughness · Vitality): ทนมาก เหมาะตอนยังหลบไม่คล่อง
    • Viper's (Power · Condition Damage · Precision · Expertise): เล่นสาย condition (Sword, Longbow ที่ใช้เลือดไหลและไฟ)

    ดูตารางทั้งหมดที่ เกียร์ & Build ส่วนการอัปเป็น Ascended อ่าน ไกด์เกียร์ Ascended

    wiki ↗

  3. กลุ่มต้องการอะไรจาก Warrior

    ใน Fractal, Strike และ Raid (ดู PvE Endgame) กลุ่มมักหา DPS ฮีล และคนแจก boon ตามคำอธิบายของ Snow Crows:

    • Berserker: ตีแรงและแจก Quickness ได้
    • Spellbreaker: ตีแรงพร้อมควบคุมศัตรู
    • Bladesworn: ตีแรงเป็นช่วงๆ และมีแบบแจก Alacrity
    • Paragon: ฮีลและแจก Alacrity ให้ทีม

    เรื่องบทบาทใน WvW และ PvP อ่านที่หน้าของโหมดนั้นได้

    Build โลกเปิดที่อธิบายเป็นภาษาไทยทุกช่อง: Warrior สาย Power ไม่ต้องมีภาคเสริม และ Berserker ตีแรงพร้อมแจก boon หรือ ใส่ API key ให้เว็บดูตัวละครของคุณ แล้วแนะนำ build ที่บัญชีคุณใช้ได้